วันจันทร์, มีนาคม 31, 2025
หน้าแรกConsole Game Reviewรีวิว Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name

รีวิว Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name

ใครที่คิดถึงคุณพี่คิริว คาซึมะ (Kiryu Kasuma) พระเอกแทบจะตลอดกาลของ Series Like a Dragon น่าจะได้สมใจกัน เพราะใน Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name นี้เราจะได้กลับมารับบทเป็นคิริวอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปในภาค 7 ที่ไม่มีบทเลย โดยตัวเกมจะเป็นยังไงกบขอพาทุกคนเข้าไปชมกันครับ

เนื้อเรื่อง (ไม่มีสปอย) Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name

ในภาคนี้เนื้อเรื่องจะต่อเนื่องจากในภาคที่ 6 โดยหลังจากที่จบเนื้อเรื่องในภาคนั้นแล้ว คาซึมะ คิริว ได้ขอให้ลบชื่อตัวเองออกและทำแสร้งทำเป็นว่าตาย และได้แอบกบดานอยู่เงียบ ๆ โดยใช้ชื่อโค้ดเนมว่า “โจริว” (Joryu) แต่ก็มีเหตุไม่คาดฝัน ทำให้เค้าต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยากระหว่างเหล่ายากูซ่าอีกครั้ง โดยเริ่มจากการถูกลักพาตัวของ Hanawa ที่เป็นผู้ดูแลคิริว ทำให้เค้าต้องเข้าไปช่วยเหลือ และยุ่งกับสงครามของยากูซ่าอย่างช่วยไม่ได้

Kiryu Kasuma
Kiryu Kasuma ชายหนุ่มที่ลบตัวเองออกและซ่อนตัวอยู่กับกลุ่มไดโดจิ โดยใช้โค้ดเนมในภาคนี้ว่า “โจริว”
Kihei hanasawa
Kihei hanasawa ผู้ที่เป็นคนคอยดูแลคิริวในระหว่างที่หลบซ่อนตัวอยู่ เป็นหนึ่งในสมาชิกของไดโดจิแคลน และเป็นคนคอยดูแล Agent ต่าง ๆ รวมถึงคิริว

เกมเพลย์และระบบการต่อสู้ Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name

สำหรับ Gameplay หลักในภาคนี้เราจะได้สำรวจเมือง Sotenbori ที่เป็นเมืองสมมุตใน Osaka ซึ่งเราจะได้เห็นบรรยากาศที่สวยงามของเมืองทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน ซึ่งมีความแตกต่างกันไป

นอกจากในส่วนของเนื้อเรื่องหลักแล้วเราจะต้องคอยช่วยเหลือ Akane เพื่อช่วยพัฒนาเครือข่ายของเธอ ผ่านการทำภารกิจต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง ซึ่งจะมีทั้งที่กระจายอยู่ตามเมือง หรือรับจากเธอตรง ๆ เป็นอีกจุดนึงที่ค่อนข้างสนุกเลย โดยหลังจากที่เราทำภารกิจไปเรื่อย ๆ ระดับของเครือข่ายก็จะมากขึ้น เราสามารถนำแต้มไปแลกสิ่งของใหม่ ๆ หรือซื้อของแปลก ๆ มาใช้งานได้

ในส่วนของตัวภารกิจก็จะมีตั้งแต่ง่าย ๆ เช่นหาของที่หายไป ไปจนถึงจัดการกับเหล่านักเลงเพื่อช่วยเหลือเมือง หรือแม้แต่ภารกิจแปลก ๆ อย่างการช่วยถ่ายรูปสิ่งของก็มีให้ได้ทำ ซึ่งตรงนี้เราไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดก็ได้

สำหรับการต่อสู้ภาคนี้จะกลับไปใช้ระบบการต่อสู้แบบเกม Action ซึ่งหากใครที่เล่นภาค 7 มาแล้วคิดว่าจะเป็น Turn Base รึเปล่า ตอบเลยว่าไม่ใช่ครับ ภาคนี้จะกลับไปเป็นเกมแนว Beat them up แบบภาคก่อน ๆ โดยเราจะได้ควบคุมคิริวเป็หลัก

การต่อสู้ในภาคนี้จะแบ่งออกเป็น 2 สไตลด์หลัก ๆ คือรูปแบบของ Agent ที่เน้นความฉับไวและมีลูกเล่นที่หลากหลาย ออกแนวนักสืบไฮเทค มีอุปกรณ์ช่วยมากมาย และอีกแบบนึงเลยคือรูปแบบ Yakuza ที่เน้นการต่อสู้แบบดิบเถื่อนทรงพลัง และยากต่อการป้องกัน แต่ว่าค่อนข้างเชื่องช้า

หลังจากที่เล่นไปเรื่อย ๆ เราจะสามารถทำการอัปเกรดสกิการต่อสู้ได้โดยใช้เงินและแต้ม Akane Point ยิ่งเล่นไปไกลเท่าไหร่ก็จะปลดล็อกความสามารถใหม่ ๆ ได้มากขึ้นเท่านั้น

ในส่วนของระบบการต่อสู้อาจจะมีน่าขัดใจอยู่บ้างคือบางครั้งศัตรูก็อาจจะมีการลอยไปไกลเกินไป หรือเล็งตีอย่างดีแต่ตีวืดเอาบ่อย ๆ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าเล่นเพลิน ๆ ดีครับ มีน่าขัดใจบ้างแต่ถือว่าเล่นได้ไม่ติดขัดอะไร

มินิเกมที่มีให้เล่นมหาศาล

บอกเลยว่าเกมนี้ที่ทำให้เราเสียเวลาเล่นนานไม่ใช่เนื้อเรื่องหลักเลยครับ แต่เป็นพวกมินิเกมนี่แหละที่มีให้เราเล่นเยอะมากกกกกกกกก (ก ไก่ ล้านตัว) เฉพาะมินิเกมอย่างเดียวก็มีนับไม่ถ้วนแล้ว และแต่ละอย่างก็สนุก ๆ ทั้งนั้นเลยด้วย ไม่ว่าจะเป็นไพ่นกกระจอก / โคลอสเซียม / แข่งรถจิ๋ว ฯลฯ เรียกว่าถ้าจำเก็บให้หมดน่าจะใช้เวลาเยอะกว่าการเล่นเกมให้จบหลายรอบเลย ผมเองก็โดนเฉพาะมินิเกมไพ่นกกระจอกไปเกือบ 10 ชั่วโมง มันเพลินจริง ๆ นะ ผมจะขอยกตัวอย่างมินิเกมที่เราเจอได้ในเกมให้ดู

ไพ่นกกระจอก

มินิเกมที่อยู่ในซีรีย์นี้มาแทบจะตลอด เราสามารถเข้ามาเล่นไพ่นกกระจอกภายในร้านได้ โดยจะมีค่าธรรมเนียมนิดหน่อย แล้วแต่ระดับ ซึ่งหากชนะก็จะได้เงินรางวัล แถมหากเราอยากท้าทายฝีมือตัวเองก็สามารถลงสมัครการแข่งแบบทัวร์นาเมนต์ได้ด้วย (บอกเลยว่าบอทโหดมากอยู่นะ)

โคลอทเซียม

ในโหมดนี้จะปลดหลังจะเล่นถึงราว ๆ บทที่ 2 เราจะได้เข้าไปสู้ภายในโคลอทเซียม ซึ่งนอกเหนือจากการสู้ปกติแล้ว เรายังสามารถหาพรรคพวกเพื่อสู้แบบทีมได้ด้วย แถมยังสามารถพัฒนานักสู้และหยิบมาใช้งานนอกเหนือจากการเล่นคิริวได้อีกต่างหาก เป็นอีกโหมดนึงที่สนุกมาก ทั้งจากการหานักสู้ใหม่ ๆ มาใช้งานและเก็บเลเวลให้พวกเค้า หรือใครที่ชอบความท้าทายก็มีศัตรูเก่ง ๆ ให้ได้สู้ แถมได้ จุดสำคัญเลยคือเป็นโหมดที่เหมาะมากสำหรับการปั๊มเงิน

รถจิ๋ว

อีกมินิเกมนึงที่ชวนให้นึกถึงวัยเด็กมาก เราสามารถที่จะมาแต่งรถและเข้ามาแข่งกับ NPC ในเกมได้ มีตั้งแต่การแข่งแบบทัวร์นาเมนต์ ไปจนถึงประลองแบบ 1-1 กับนักแข่งที่เป็น NPC คนอื่น ๆ ภายในเกม

จีบสาว

เราสามารถไปเที่ยวและพบเจอกับเหล่าสาว ๆ สุดสวยได้ ซึ่งในคลับแต่ละแห่งก็จะมีสาว ๆ ไม่เหมือนกันด้วยครับ โดยหลังจากที่เราได้จีบสาวจนสนิธถึงระดับนึงแล้วจะสามารถปลดล็อกเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ แถมดูย้อนหลังได้ด้วยนะ

ตู้เกม

ภายในเมืองจะมีตู้เกมเก่า ๆ จากทาง Sega ให้เราเล่นกันด้วยครับ เผื่อใครอยากย้อนรำรึกความหลัง ก็ลองเดินไปร้านเกม Arcade ในเมืองดูได้ มีให้เล่นหลายเกมเลย

จริง ๆ แล้วยังมีมินิเกมอื่น ๆ ให้เราเล่นอีกเพียบเลยครับ แต่ถ้าเล่าหมดน่าจะเยอะเกินไป ซึ่งมันมีให้เล่นเยอะจริง ๆ ใครกลัวเล่นไม่คุ้มผมบอกเลยว่าแค่มินิเกมอย่างเดียวก็คุ้มมากแล้วล่ะ

การสำรวจภายในเมือง

อันนี้เป็นอีกเรื่องนึงที่ผมค่อนข้างชอบเลย คือตัวเกมจะมีของเล็ก ๆ น้อย ๆ ซ่อนไว้ตามจุดต่าง ๆ และมีอะไรให้เราทำในเมืองหลายอย่างมาก ร้านค้าแต่ละร้าน หลาย ๆ แห่งเราก็สามารถเข้าไปใช้บริการได้ เช่นสารพัดร้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นฟาร์สฟู้ด หรือร้าน ต่าง ๆ เราเข้าไปซื้ออาหารเพื่อฟื้นฟูเลือดได้ แต่ว่าจะไม่ได้ต่างอะไรกันมาก แต่ก็เป็นกิมมิกเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกเหมือนเราไปเดินในญี่ปุ่น

ในการสำรวจเมือง นอกเหนือจากร้านค้าต่าง ๆ เราจะสามารถหาไอเทมที่ซ่อนอยู่ตรงนั้นตรงนี้ หรือทำภารกิจที่ชาวเมืองต้องการขอความช่วยเหลือได้ เรียกว่ามีอะไรให้ค้นหาเยอะเลยครับ และภายในเมืองจะมีกุญแจล็อกเกอร์ที่ซ่อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ หากเราหาเจอจะเอมาปลดล็อกไอเทมที่ตู้ได้ด้วย

สำหรับคนที่อยากบู๊ ในระหว่างที่เราเดิน ๆ อยู่ในเมืองจะมีโอกาสเจอพวกจิ๊กโก๋เข้ามาสู้กับเรา ซึ่งการจัดการพวกมันก็จะได้รับเงินเป็นการตอบแทนด้วย บางทีหากขาดเงินในช่วงแรกของเกมก็มาไล่ฟาดพวกนี้แหละ

อะไรคือ Akane Network

Akane Network หรือเครือข่ายของอากาเนะ ที่เป็นตัวละครหลักอีกตัวในภาคนี้ เธอจะเป็นคนช่วยเหลือเราในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงช่วยรวบรวมข้อมูลมาให้ โดยการช่วยเหลือชาวเมือง และภารกิจของเธอ จะเป็นการเพิ่มเลเวลของเครือข่าย ทำให้ปลดล็อกสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น รวมถึงจะได้เจอกับเนื้อเรื่องพิเศษของอากาเนะด้วย ที่สำคัญคือมีเงินรางวัลในหลายๆ ภารกิจ ด้วย และทุกครั้งที่เลเวลอัป ก็จะมีเงินมาให้เราด้วย

Akane

สรุปโดยรวม

ในเกมภาคนี้ถือว่าเป็นภาคเสริมที่ทำออกมาได้สนุกมาก ตัวเกมมีอะไรให้เราทำได้เยอะ เราสามารถใช้เวลากับเกมนี้ได้ 10 – 30 ชั่วโมงเลยหากนั่งเก็บรายละเอียดต่าง ๆ หรืออาจจะมากก่วานั้น โดยเฉพาะมินิเกมหลายตัวที่สนุกมาก ๆ แต่หากเราโฟกัสแค่เฉพาะเนื้อเรื่องอย่างเดียวตัวเกมในภาคนี้ถือว่าไม่ได้ยาวเท่าไหร่

RELATED ARTICLES

Most Popular

Recent Comments